Lifestyle Politics Science Sport

อิสลามคืออะไร ใครอยากรู้มีคำตอบ

single image

อิสลามคืออะไร 

อิสลามคืออะไร  ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ มวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์พระองค์ ผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก ขอความสันติสุขจงมีแด่ศาสนฑูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีแด่ผู้อ่านทุกคน

อิสลามเป็นคำภาษาอาหรับ แปลว่า การมอบ การยอมจำนน การยอมแพ้ และการยอมตาม สำหรับความหมายศัพท์ทางวิชาการ  ได้ให้ความหมายของอิสลามไว้ว่า “อิสลามคือการยอมจำนนต่ออัลลอฮ (ซุบหานะฮูวตะอาลา) ในคำสั่งใช้และคำสั่งห้าม ผู้ใดที่ยอมจำนนทั้งกาย วาจา และใจในทุกๆ สิ่งต่ออัลลอฮ (ซุบหานะฮูวตะอาลา) เขาผู้นั้นคือ มุสลิม ผู้ที่ยอมสวามิภักดิ์ต่อเอกองค์อัลลอฮ (ซุบหานะฮูวตะอาลา)” ดังที่พระองค์ได้เคยตรัสแก่นบีอิบริฮีม (อะลัยฮิสลาม)

มนุษย์ชาติเรานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ที่เล็กที่สุดของจักรวาลอันยิ่งใหญ่  และหากเขาวางแผนการณ์และเห็นในคุณค่าและความดีงามของแผนการนั้น การเป็นอยู่ของเขาและการอยู่รอด ของจักรวาลก็จำเป็นต้องตั้งอยู่บนหลักการวางแผนนโยบายที่ดีเช่นกัน นี่หมายถึง  การมีอยู่ของส่วนประกอบแห่งปัจจัยของเรานี้ ได้ถูกออกแบบและวางแผนมาล่วงหน้าอย่างมีระบบ และต้องมีอำนาจพิเศษ ในอันที่จะบังเกิดและบังคับมันให้ดำเนินอย่างมีระบบ

ในโลกนี้ต้องมีพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งที่ดำรงอยู่ตลอดกาล  เพื่อบังคับให้ทุกสิ่งเป็นไปอย่างมีระบบในความสวยงามแห่งธรรมชาตินี้  ก็เช่นกันจะต้องมีผู้สร้าง ผู้บังเกิดที่ยิ่งใหญ่ ผู้ซึ่งได้บังเกิดศิลปกรรมชิ้นหนึ่งที่งามเลิศ และ ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งสำหรับจุดประสงค์อันดียิ่งของชีวิต

บุคคลผู้รู้ ผู้มีสติปัญญาต้องยอมรับว่าผู้สร้างที่ยิ่งใหญ่นี้  คือ อัลลอฮ์ พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา เพราะมนุษย์ไม่สามารถสร้างหรือบังเกิดมนุษย์ด้วยกันได้  และพระองค์ไม่ใช่ สัตว์ หรือต้นไม้ พระองค์ไม่ใช่เทวรูปหรือรูปปั้นใดๆทั้งสิ้นเพราะสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถบังเกิดตนเองได้  พระองค์ทรงคุณลักษณะที่แตกต่างจากสิ่งเหล่านี้โดยสิ้นเชิง เพราะพรองค์คือ พระผู้ทรงสร้างและผู้ทรงดูแลรักษาสรรพสิ่งทั้งมวล พระผู้สร้างนั้นย่อมจะแตกต่าง  และยิ่งใหญ่กว่าสิ่งที่ถูกสร้างทั้งหลายในชั้นฟ้าและแผ่นดิน

เราสามารถรู้จัก อัลลอฮ์ พระผู้เป็นเจ้าได้ด้วยหลายวิถีทางและมีสรรพสิ่งหลายอย่าง ที่บ่งบอกถึงพระองค์  ความพิศวง อันมากมายเหลือคณานับและความซาบซึ้ง อันประหลาดยิ่งของโลกเรานี้เปรียบเสมือนหนังสือที่เปิดกว้างใหญ่ซึ่งเราสามารถอ่านและศึกษาเกี่ยวกับพระองค์อัลลอฮ์ได้  นอกจากนี้พระองค์ได้ทรงประทานความช่วยเหลือแก่เราโดยผ่านศาสดาและคัมภีร์ต่างๆที่พระองค์ส่งมายังมนุษย์ชาติ บรรดาศาสดาและบรรดาคัมภีร์เหล่านี้มาสู่มนุษย์ชาติสามารถชี้แจ้งถึงสิ่งที่เราต้องการรู้เกี่ยวกับพระองค์อัลลอฮ์การยอมรัยโดยดุษฏี  ในหลักคำสั่งสอนและทางนำแห่งอัลลอฮ์ดังที่ได้ถูกประทานแก่ท่านศาสดามูฮัมหมัด ศ้อลฯ นั่นคือศาสนาแห่งอัลอิสลาม

อิสลาม  ได้สั่งสอนในเรื่องความศรัทธา ในเอกภาพและอำนาจสูงสุดแห่งอัลลอฮ์  ซึ่งได้ทำให้มนุษย์ชาติได้ตระหนัก ถึงความหมายที่แท้จริงของจักรวาล และ ความเป็นอยู่ของเขาในจักรวาลนี้  หลักความเชื่อดังกล่าวได้ทำให้มนุษย์ชาติ มีความรู้สึกปราศจากความกลัวต่างๆและทำลายความเชื่อถือทางไสยศาสตร์  โดยทำให้มนุษย์ชาติมีจิตสำนึกในการมีอยู่ของอัลลอฮ์ ผู้ทรงยิ่งใหญ่และสำนึกในหน้าที่ในฐานะบ่าวที่มีต่อนาย ความชื่อถือนี้จำต้องแสดงออกและตรวจสอบด้วยการกระทำ  เพียงแต่ความเชื่อถือเท่านั้นไม่เป็นการเพียงพอ ความเชื่อความศรัทธาในอัลลอฮฺองค์เดียวจำเป็นต้องมีอยู่ในมนุษย์ชาติในฐานะครอบครัวหนึ่งภายใต้อำนาจแห่งสากลจักรวาล ของอัลลอฮ์พระผู้ทรงสร้างต่อสรรพสิ่งทั้งมวล

อิสลาม  ปฏิเสธแนวความคิดเกี่ยวกับ  ชนผู้ถูกคัดเลือก การเชื่อมั่นศรัทธาในพระองค์อัลลอฮฺและปฏิบัติตนที่ดีงามเป็นเพียงหนทางเดียวเท่านั้นที่จะนำพาเราสู่สวนสวรรค์ ดังนั้นความสัมพันธ์ต่อพระองค์อัลลอฮ์ จึงสามารถกระทำได้โดยตรงและปราศจากสื่อกลางใดๆ

อิสลาม  หาใช่ศาสนาใหม่แต่อย่างใดไม่ แต่เป็นแก่นแท้ของสารดั้งเดิมและเป็นทางนำซึ่งพระองค์ได้ทรง ประทานให้แก่บรรดาศาสดาทุกคนก่อนหน้านี้เช่นศาสดา  อดัม นูฮฺ (โนอา) อิบรอฮีม อิสมาอีล อิสหาก ดาวูด มูซาและอีซา ขอความสันติสุขจงประสบแด่ท่านทั้งหลายพระคัมภีร์อัลกรุอานคือพระดำรัสสุดท้ายที่ได้ถูกประทานลงมาซึ่งนับว่าเป็นที่มาแห่งหลักคำสอนและกฎหมายอิสลาม

พระคัมภีร์อัลกรุอาน มีสาระสัมพันธ์แห่งข้อบัญญัติทางศาสนา  จริยธรรม ประวัติศาสตร์แห่งมนุษย์ชาติ การเคารพภักดี ความรู้วิชาการ  วิทยปัญญา ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระผู้เป็นเจ้า และความสัมพันธ์แห่งมนุษย์ชาติในทุกด้านเป็นคำสอนที่กว้างขวาง  ซึ่งบนพื้นฐานดังกล่าวต้องมีระบบที่ถูกต้องในดานความยุติธรรมในสังคมมนุษย์ชาติ ระบบเศรษศาสตร์ การเมืองการปกครอง นิติบัญญัติ  นิติศาสตร์ กฎหมาย และความสัมพันธ์นานาชาติเหล่านี้คือ สาระส่วนประกอบที่สำคัญ ยิ่งของคำสอนแห่งพระคัมภีร์อัลกรุอานและพระวจนะของท่านศาสดามูฮัมหมัด  ( คือคำสอน คำกล่าว และการกระทำของท่าน ) ซึ่งได้ถูกรายงานและรวบรวมโดยบรรดาสาวกผู้อุทิศตนของท่านอย่างพิถีพิถันมาก และ ได้ให้คำบรรยายโองการพระคัมภีร์อัลกรุอานอย่างละเอียด

หลัการศรัทธาแห่งอัลอิสลาม

       สำหรับหลักศรัทธาในศาสนาอิสลามนั้นประกอบด้วย 6 ประการด้วยกัน

  1. การศรัทธาว่าอัลลอฮ์เป็นพระเจ้า
  2. การศรัทธาในบรรดามลาอิกะฮ์
  3. การศรัทธาในบรรดาคัมภีร์ของพระองค์
  4. การศรัทธาในบรรดาศาสนทูต(รอซูล)ของพระองค์ 
  5. การศรัทธาในวันสิ้นโลก (อาคิเราะฮ์) หรือวันพิพากษา
  6. การศรัทธาในกฎกำหนดสภาวะการณ์ ว่ามาจากอัลลอฮ์ทั้งสิ้น นั่นคือศรัทธาว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นและดำเนินไปนั้นมาจากการกำหนด และอยู่ภายใต้การควบคุมของพระองค์ ในทางตรงกันข้ามหากพระองค์ไม่ประสงค์ในสิ่งใดหรือยับยั้งในสิ่งใด สิ่งนั้นก็จะไม่มีวันเกิดขึ้นเช่นกัน

หลักการอัลอิสลามห้าประการ

การศรัทธาที่ปราศจากการปฏิบัติย่อมจะ ไร้คุณค่าตามทัศนะแห่งอัลอิสลาม ความเชื่อมั่นโดยธรรมชาติเป็นความรู้สึกที่รับได้ง่ายและอาจเป็นวิถีทางที่มีผลดีที่สุด  แต่เมื่อไม่ปฏิบัติหรือนำมาใช้การมีอยู่และอำนาจแรงดลใจของมันก็จะสูญสิ้นได้โดยเร็ว

หลักการห้าประการดังกล่าวมีดังนี้

  1. ชะฮาดะตัย  คือ การปฏิญาณตนว่าไม่มีผู้ใดที่สมควรแก่การเคารพภักดีนอกจากอัลลอฮ์องค์เดียวและมูฮัมหมัด ศ้อลฯ  คือศาสดาของพระองค์ซึ่งถูกส่งมายังมนุษย์ชาติจนกระทั่งวันแห่งการตัดสินมุสลิมทั้งมวลจำต้องปฏิบัติตามแบบฉบับที่ดีงามของท่านศาสดามูฮัมหมัด  ศ้อลฯ
  2. ศอลาฮฺ  หรือ นมาซ คือการสวดอ้อนวอนประจำวันห้าเวลาเป็นหน้าที่ของมุสลิมทั้งชายหญิงจำต้องปฏิบัติต่ออัลลอฮ์ การปฏิบัติศอลาฮ์เป็นประจำทำให้ความเชื่อมั่นในอัลลอฮ์มีชีวิตชีวาเพิ่มยิ่งขึ้นและจะกระตุ้นมนุษย์สู่จรรยาธรรมที่สูงส่ง  นมาซยังทำให้จิตใจมีความบริสุทธิ์ผุดผ่องและยับยั้งการล่อลวงสู่ความประพฤติชั่ว ผิดศีลธรรม

ศอลาฮฺดังกล่าวคือ

ศอลาฮฺ ตุล  ฟัจญร์  หรือนมาซศุบห์ ( เวลาก่อนรุ่งสาง )

ศอลาฮฺ    ตุล ดุฮริ  ( เวลาหลังเที่ยง )

 ศอลาฮฺ ตุล  อัสริ  ( เวลาบ่าย )

ศอลาฮฺ ตุล  มักริบ  ( เวลาตะวันตก )

ศอลาฮฺ ตุล  อิซา ( เวลาค่ำ  )

  1. ซะกาต  ความหมายตามตัว  ง่ายๆของซะกาตคือการซักฟอก  ความบริสุทธิ์ ส่วนความหมายตามหลักวิชาการของคำๆนี้ได้ถูกกำหนดไว้สำหรับทรัพย์สินมีค่าหรือเงินทองที่ครบรอบปี ซึ่งมุสลิมผู้มีทรัพย์ครอบครองในเวลาที่ถูกกำหนดไว้จำต้องจ่ายให้แก่ผู้ที่มีสิทธิที่จะได้รับแต่ความสำคัญของซะกาตในด้านของศาสนาและจิตวิญญาณนับว่ายังมีความหมายลึกซึ้งอยู่อีกมากดังนั้นคุณค่าของซะกาตสามารถส่งผลสะท้อนต่อมนุษย์ชาติและสังคมการเมืองได้เป็นอย่างดี
  2. เซาว  หรือ การถือศีลอด ในช่วงรอมาฎอนชาวมุสลิมต้องงดเว้นจากการรับประทาน  การดื่ม การร่วมประเวณี ในระหว่างเวลารุ่งสางจนกระทั่งตะวันตกดิน และเขายังจำเป็นต้องงดเว้นจากการคิดที่ไม่มีศิริมงคลความตั้งใจที่ชั่วร้ายและความปรารถนาอื่นๆอีกตลอดปีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนรอมาฎอน  การถือศีลอดได้สอนให้เรามีความรัก สมัครสมาน สามัคคี มีความบริสุทธิ์ใจ อุทิศเพื่อส่วนรวม การต่อสู่และบังคับจิตใจตนเอง และยังได้สร้างความรู้สึกที่ดีต่อสังคม ส่วนรวม การอดกลั้น บังคับตนไม่ให้มีความเห็นแก่ตัว
  3. ฮัจย์  ( การแสวงบุญ  ณ เมืองมักกะฮ์  ) ชาวมุสลิมจำต้องไปประกอบพิธีนี้  ณ เมือง มักกะฮ์อย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต  หากเขามีความสามารถทั้งร่างกายและทรัพย์สิน ใช้จ่ายในการเดินทาง

ฮัจย์  คือ การประชุม  การชุมนุม ประจำปีแห่งความศรัทธามั่นในพระผู้เป็นเจ้า  ซึ่ง ณ ที่นั้นชาวมุสลิมจะพบปะแสดงความรู้สึกซึ่งกันและกัน  ศึกษาหรือปรึกษาหารือในกิจการทั่วๆไปของพวกเขาและส่งเสริมบำรุงรักษาและยกฐานะกิจการของตนให้ดีขึ้นเป็นการแสดงออกซึ่งความสามัคคีแห่งโลกอิสลาม  ภราดรภาพ เอกภาพ และความเสมอภาคของมุสลิม

อ่านต่อเรื่อง อิสลาม ทําไมไม่กินหมู  ที่นี่

Leave a Comment

Your email address will not be published.

You may like