Lifestyle Politics Science Sport

อิสลามในประเทศไทย

single image

อิสลามในประเทศไทย

อิสลามในประเทศไทย เมื่อเราพูดถึง คนที่นับถือศาสนาอิสลาม บางทีก็จะเรียกว่า   “พวกแขก” ซึ่งหมายถึง ชาวมุสลิมโดยรวมหรือ ชาติพันธุ์ที่เข้ามาอยู่อาศัย ในแผ่นดินสุวรรณภูมิหลายร้อยปี มาแล้ว ตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมา สำหรับการเข้ามาของมุสลิมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ตามรายงานของนักวิชาการต่าง ๆ พบว่าการเข้ามาของอิสลามหรือการแพร่ขยายของอิสลามในโลกใบนี้มี 3 วิธีด้วยกันคือ 

1.ใช้กำลังทหารเหมือนที่อิสลามไปบุกตียุโรป เป็นต้น

2.มาทางนักบุญหรือผู้เผยแพร่ศาสนา

3.การเข้ามาของบรรดาพ่อค้า ซึ่งเป็นการเผยแพร่ศาสนาอย่างหนึ่ง

จึงมีผู้ตั้งข้อสงสัยว่า การที่อิสลามเข้ามายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนมาก จะผ่านทางพ่อค้าวาณิช ทำให้อิสลามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดูสันติสุขจริงๆ 

ปกติเมื่อเรากล่าวถึงพี่น้องมุสลิม เราก็มักจะคิดกันว่า ชาวมุสลิมส่วนมากอาศัยอยู่ ที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส แต่จากการศึกษากระทรวงการต่างประเทศได้ ชี้ให้เห็นว่ามุสลิมทั้งหมดในประเทศ ไทย เพียงร้อยละ 20 เท่านั้นที่อาศัยอยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนที่เหลือพี่น้องมุสลิม ก็จะกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ที่กรุงเทพฯ ภาคใต้ ภาคเหนือและภาคอีสานของประเทศ   

อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า คนไทยติดต่อกับชาวมุสลิม มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย มาจนถึงสมัยพระนครศรีอยุธยา เพราะว่ามีพ่อค้าชาวมุสลิม จากคาบสมุทรเปอร์เซีย เข้ามาค้าขายในแหลมมลายูใน แถบประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซียในปัจจุบัน และได้นำศาสนาอิสลามเข้ามาด้วย ต่อมาภายหลังคนพื้นเมือง ก็เปลี่ยนมานับถือ ศาสนาอิสลาม บางท่านได้เป็นถึงขุนนาง ในราชสำนักไม่เฉพาะแต่ในเมืองไทย และในช่วงรัตนโกสินทร์ ก็มีชาวมสุลิมมาจากมลายูมา เปลี่ยนสัญชาติและยังมีชาว อินเดียอีกด้วย 

ประเทศไทย หรือ สยามประเทศสมัยก่อน มีการค้าขายติดต่อประเทศโลก อิสลามมาเป็นเวลาช้านานแล้ว อาจจะก่อนสมัยสุโขทัยด้วยซ้ำ แต่ในช่วงนั้นยังไม่มีหลักฐาน แน่ชัด แต่เมื่อสมัยสุโขทัย หลักฐานได้บันทึกว่ามีชนชาติ ที่เก่งกาจทางด้านการเดินเรือเข้ามาบรรทุก สินค้าจากประเทศไทยไปยังประเทศตน และ ในขณะนั้นก็ไม่ได้มีรายงานว่าเป็นชาว ยุโรป เพราะฉะนั้นเราจึงได้คาดกันว่าเป็นชาวมุสลิม ซึ่งเป็นพ่อค้าจากเปอร์เซียนี่ เองที่เข้ามาติดต่อซื้อขาย 

ศาสนาอิสลาม เป็นชนกลุ่มน้อยทางศาสนาในประเทศไทย แต่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยสถิติระบุว่าประชากรมุสลิม มีระหว่าง 2.2 ล้านคน ถึง 7.4 ล้านคน] ซึ่งมีความหลากหลาย จากการอพยพเข้ามาจากทั่วโลก มุสลิมในไทยส่วนใหญ่เป็นนิกายซุนนีย์

ประวัติ

กลุ่มชาติพันธุ์ที่คนไทยเรียกกันว่า “แขก” คาดว่าหมายถึงชาวมุสลิมโดยรวม ทั้งนี้พ่อค้าชาวมุสลิม ในคาบสมุทรเปอร์เซียที่เข้ามาค้าขายในแหลมมลายู (อินโดนีเซียและมาเลเซีย) ได้นำศาสนาอิสลามเข้ามาด้วย ภายหลังคนพื้นเมือง จึงได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ส่วนในประเทศไทยนี้พบหลักฐาน ว่าคนไทยได้ติดต่อสัมผัสกับชาวมุสลิมตั้งแต่ยุคสมัยสุโขทัย และช่วงกรุงศรีอยุธยาเรื่อยมา โดยชาวมุสลิมบางคนนั้น เป็นถึงขุนนางในราชสำนัก ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีชาวมุสลิมอพยพมาจากมลายูและเปลี่ยนสัญชาติเป็นไทย นอกจากนี้ยังมีชาวมุสลิมอินเดีย ที่เข้ามาตั้งรกราก รวมถึงชาวมุสลิมยูนนานที่หนีภัยการเบียดเบียนศาสนาหลังการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ในประเทศจีน

เชื้อชาติ

ชาวไทยเชื้อสายมลายู ในจังหวัดสงขลา ประชากรมุสลิมของไทยมีความหลากหลาย และ วัฒนธรรมที่แตกต่างกัน โดยมีกลุ่มเชื้อชาติอพยพเข้ามาจากจีน ปากีสถาน กัมพูชา บังกลาเทศ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เช่นเดียวกับชาวไทย ขณะที่มุสลิมในประเทศไทยราวสองในสามมีเชื้อสายมลายู

ลักษณะประชากรและภูมิศาสตร์

คนส่วนใหญ่เชื่อว่าชาวมุสลิมส่วนใหญ่ของประเทศอาศัยอยู่ในสามจังหวัดใต้สุดของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส อย่างไรก็ตาม การศึกษาของกระทรวงการต่างประเทศ ชี้ว่า ชาวไทยมุสลิมเพียงร้อยละ 18 เท่านั้นที่อยู่ในพื้นที่สามจังหวัดนี้ ส่วนที่เหลืออาศัยอยู่กระจายไปทั่วประเทศ โดยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร และ ตลอดพื้นที่ภาคใต้ของประเทศ ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ. 2548 มุสลิมในภาคใต้คิดเป็นประชากรร้อยละ 30.4 ของประชากรอายุมากกว่า 15 ปี แต่ในส่วนอื่นของประเทศกลับมีเพียงน้อยกว่าร้อยละ 3

ลักษณะเด่น

ยกเว้นในวงจำกัดของหมู่ผู้เชื่อ ที่ได้รับการฝึกอบรมทางศาสนศาสตร์มาแล้ว โดยทั่วไปศาสนาอิสลามในประเทศไทย เช่นเดียวกับศาสนาพุทธ ได้ผสมผสานความเชื่อต่างๆ เข้ากับหลักปฏิบัติของอิสลาม ในภาคใต้ เป็นการยากที่จะลากเส้น แบ่งระหว่างวิญญาณนิยมกับวัฒนธรรมมลายู ซึ่งใช้เพื่อขับไล่วิญญาณร้ายและพิธีกรรมอิสลามท้องถิ่น เนื่องจากความคล้ายคลึงกันระหว่างทั้งสอง

สถานที่บูชา

ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ. 2550 ประเทศไทยมีมัสยิด 3,494 แห่ง โดยมีในจังหวัดปัตตานีมากที่สุด (636 แห่ง) ตามกรมการศาสนา มัสยิดกว่าร้อยละ 99 เป็นนิกายซุนนีย์ และอีกร้อยละ 1 เป็นชีอะหฺ

ศาสนาอิสลามมีบทบัญญัติ ข้อห้าม และหลักปฏิบัติ สำหรับการดำเนินชีวิต ให้ชาวมุสลิมใช้เป็นแนวทาง ตั้งแต่เกิดจนตาย ตั้งแต่ตื่นนอน จนถึงเข้านอนเลยทีเดียว การปฏิบัติศาสนกิจเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตประจำวัน ศาสนกิจสำคัญมีอยู่ ๕ ข้อ ดังนี้ 

๑. การนมาซ (ละหมาด) 

เป็นการแสดงความคารวะต่อพระผู้เป็นเจ้าวันละ ๕ เวลา คือ เวลาย่ำรุ่ง ก่อนตะวันทอแสง (อัลซุบฮิ) เวลาตะวันคล้อย (อัลดุฮ์ริ) เวลาบ่าย (อัลอัซริ) เวลาพลบค่ำ (อัลมักริบ) และเวลากลางคืน (อัลอิชาอฺ) 

๒. การถือศีลอด 

คือ การเว้นจากการดื่ม กิน และการร่วมสังวาส ตั้งแต่รุ่งสางจนพลบค่ำ ตลอดจนละเว้นความคิดร้าย วาจาหยาบคาย นินทาผู้อื่น การแสดงความโกรธ ความโลภ ความหลงต่างๆ เป็นการฝึกจิตใจให้มีความอดทน และรู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การถือศีลอดนี้ กระทำในเดือนรอมฎอน โดยนับเดือนตามจันทรคติ (พ.ศ.2538 ตรงกับเดือนกุมภาพันธ์) เป็นเวลาหนึ่งเดือน ผู้ที่ได้รับการยกเว้น คือ ผู้ทำงานหนัก คนชรา คนเจ็บ เด็ก หญิงมีครรภ์ แม่ลูกอ่อน 

๓. การบำเพ็ญฮัจญ์ 

คือ การเดินทางไปบำเพ็ญศาสนกิจ ที่นครมักกะฮ์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย 

๔. การจ่ายซะกาต

หรือการจ่ายทาน เป็นการจ่ายตามศาสนบัญญัติ จากที่มีเกินจำเป็นในครอบครัว ทั้งทรัพย์สินเงินทอง และอาหาร เพื่อให้แก่คนยากจน คนขัดสนต่างๆ ซึ่งมีกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า จะต้องจ่ายในอัตราเท่าใดของรายได้ของแต่ละคน 

๕. วัฒนธรรมการดำเนินชีวิตของมุสลิม 

จะต้องผูกพันอยู่กับความศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า และปฏิบัติตามบทบัญญัติของศาสนา ตั้งแต่การทำพิธีนมาซในตอนรุ่งเช้า เมื่อตื่นนอน จนนมาซครั้งที่ ๕ เมื่อก่อนเข้านอน ในการรับประทานอาหาร หรือปฏิบัติงาน การปฏิบัติตนต่อสมาชิกในครอบครัว หรือเพื่อนฝูง ต้องทำตามกฎเกณฑ์ที่ศาสนาได้กำหนดไว้

ชาวมุสลิมเชื่อว่า อิสลามเป็นศาสนาที่พระผู้เป็นเจ้า (อัลลอฮฺ) ทรงบัญญัติแก่ นบี (ศาสดา) เพื่อสั่งสอนมนุษย์ ตั้งแต่มีโลกมนุษย์มา โดยมี นบีมูฮัมมัด เป็นนบีองค์สุดท้าย

อิสลาม มีความหมายว่า การนอบน้อมตน ตามพระประสงค์พระผู้เป็นเจ้า ที่มุ่งให้มนุษย์ทำความดี และละเว้นความชั่ว ตามหลักการที่พระองค์ทรงสั่งสอนทางศาสดา

อัล-กุรอาน คือ คัมภีร์ของอิสลาม ศรัทธาของอิสลามมี ๖ ประการ คือ 

๑. ศรัทธาในความเป็นเอกของพระผู้เป็นเจ้า 

๒. ศรัทธาในเทวดา (อัลมาลาอิกะฮ์) ของพระผู้เป็นเจ้า 

๓. ศรัทธาในคัมภีร์ (อัล-กุรอาน) ของพระผู้เป็นเจ้า 

๔. ศรัทธาในนบี (นบีมูฮัมมัด) (ผู้ ประกาศข่าว) และผู้สื่อสารของพระผู้เป็นเจ้า 

๕. ศรัทธาในวันสิ้นโลก 

๖. ศรัทธาในกฎกำหนดสภาวะที่พระผู้เป็นเจ้าทรงกำหนดไว้

อ่านบทความต่อที่นี่ อิสลาม พิธีกรรม

Leave a Comment

Your email address will not be published.

You may like