Lifestyle Politics Science Sport

อิสลาม ทําไมไม่กินหมู

single image

อิสลาม ทําไมไม่กินหมู

อิสลาม ทําไมไม่กินหมู – ตามหลักวิทยาศาสตร์ ในยุคปัจจุบันมีการใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูเนื้อสัตว์ พบว่าเนื้อสัตว์ทุกชนิดมีพยาธิตัวเล็ก ๆ ที่ตามนุษย์มองไม่เห็นอยู่มากน้อยต่างกันไป แต่ในเนื้อหมูมีพยาธิบางชนิดซึ่งมีเกราะที่เกิดจากไขมันในเนื้อหมูห่อหุ้มมันอยู่ ซึ่งความร้อนต่ำไม่สามารถทำลายมันได้ พยาธิเหล่านี้จะเข้าไปฝังอยู่ในร่างกายมนุษย์หลังจากที่กินเนื้อหมูเข้าไป และรอฟักตัวออกมาทำอันตรายร่างกายมนุษย์ เช่น ประสาทตาและประสาทสมอง เป็นต้น

มุสลิมในยุคก่อนไม่ทราบถึงเหตุผลเหล่านี้ แต่น้อมรับและปฏิบัติตามข้อบัญญัติที่มาจากพระเจ้า และหมูเป็นสัตว์ที่น่ารังเกียจ (กินขี้และนอนคลุกอยู่กับขี้ของมัน) ซึ่งพระเจ้าระบุไว้ว่าเป็นสัตว์สกปรก (นะญิส) ฉะนั้นไม่ใช่ว่ามุสลิมไม่ทานหมูเพราะเหตุผลที่ว่าหมูมีพยาธิ ถึงว่าแม้ว่าในอนาคตจะสามารถทำให้เนื้อหมูปลอดจากพยาธิชนิดนี้ได้ หรือจะเลี้ยงหมูอย่างดีไม่ต้องให้กินขี้และนอนคลุกอยู่กับขี้ แต่มุสลิมก็จะยังคงไม่กินหมูอยู่ดีเนื่องจากเป็นสิ่งที่พระเจ้าบัญญัติห้ามไว้

อิสลามไม่ได้สอนให้มุสลิมเกลียดชังสุนัข เพียงแต่ การทำความสะอาดอันเนื่องจากน้ำลายของสุนัขนั้นจะเกิดความยากลำบาก เพราะ ต้องนำมาล้างน้ำถึง 7 น้ำ โดยให้น้ำแรกเป็นน้ำดิน

อาทิเช่น หากน้ำลายของสุนัขเลียภาชนะของมุสลิม จำเป็นจะต้องล้างน้ำ 7 ครั้ง, ครั้งแรกให้ล้างน้ำดิน ที่เหลืออีก 6 ครั้ง ให้ล้างน้ำเปล่าเพราะน้ำลายของสุนัขศาสนาระบุว่า เป็นสิ่งสกปรก (นะญิส) และหลักฐานทางวิทยาศาตร์พบว่า น้ำลายหมานั้นมีเชื้อโรคต่างๆมากมาย ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคที่อันตรายถึงชีวิตได้ อย่างเช่น โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) เป็นต้น

ทําไมมุสลิมไม่กินหมู 

ใครที่ถามแบบนี้ถือว่า เป็นการตั้งคําถามที่ถูกต้องครับ เพราะมุสลิมไม่กินหมู แต่ถ้าใครถามว่า “ทําไมมุสลิมกลัวหมู?”  แบบนี้ถือว่าตั้งคําถามผิดนะครับ เพราะมุสลิมไม่ได้กลัวหมู แต่คนไทยเรามักเข้าใจผิดๆ โดยไปจดจํามาจากหนังตลกว่ามุสลิมกลัวหมู และต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนเมื่อเห็นหมู! 

ส่วนคําตอบที่ว่า ทําไมมุสลิมไม่กินหมูก็คือพระเจ้าสั่งห้ามนั่นเองครับ และสิ่งที่พระเจ้าสั่งห้ามก็ย่อมเป็นประโยชน์แก่มนุษย์อย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งในบางเรื่องนั้นมนุษย์ก็ไม่รู้เหตุผลด้วยซ้ำ หรือในบางเรื่องมนุษย์ก็สามารถค้นพบหาเหตุผลได้ด้วยกระบวนการศึกษาธรรมชาติหรือที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์  

ยุคปัจจุบัน มีการใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูเนื้อสัตว์ก็พบว่า เนื้อสัตว์ทุกชนิดมีพยาธิตัวเล็กๆ ที่ตามนุษย์มองไม่เห็นอยู่มากน้อยต่างกันไป แต่ในเนื้อหมูมีพยาธิบางชนิดซึ่งมีเกราะที่เกิดจากไขมันในเนื้อหมูห่อหุ้มมันอยู่ ซึ่งความร้อนจากการหุงต้มไม่สามารถทําลายมันได้  พยาธิเหล่านี้จะเข้าไปฝังอยู่ในร่างกายมนุษย์หลังจากที่กินเนื้อหมูเข้าไป และรอฟักตัวออกมาทําอันตรายร่างกายมนุษย์ เช่น ประสาทตาและประสาทสมอง เป็นต้น

มุสลิมในยุคก่อนเขาไม่ทราบถึงเหตุผลเหล่านี้ แต่เขาน้อมรับและปฏิบัติตามข้อบัญญัติที่มาจากพระเจ้า และหมูเป็นสัตว์ที่น่ารังเกียจ(กินขี้และนอนคลุกอยู่กับขี้ของมัน)ซึ่งพระเจ้าระบุไว้ว่าเป็นสัตว์สกปรก(นะญิส) ก็เท่านั้น เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่ามุสลิมไม่กินหมูเพราะเหตุผลที่ว่าหมูมีพยาธิ ดังนั้นถึงแม้ในอนาคตจะสามารถทําให้เนื้อหมูปลอดจากพยาธิชนิดนี้ได้ หรือจะเลี้ยงหมูอย่างดีไม่ต้องให้กินขี้และนอนคลุกอยู่กับขี้ แต่มุสลิมก็จะยังคงไม่กินหมูอยู่ดีเนื่องจากเป็นสิ่งที่พระเจ้าบัญญัติห้าม  

แล้วถามว่าทําไมต้องห้ามน่ะหรือครับ? ก็เนื่องจากเป็นการพิสูจน์ความศรัทธาครับ มนุษย์ที่ศรัทธาในพระเจ้าเขาก็จะน้อมรับกฎระเบียบที่พระเจ้าบัญญัติไว้ เขาจะไม่กินตามปากอยาก แต่เขาจะเลือกกินโดยพิจารณาว่าพระเจ้าอนุญาตให้กินหรือไม่ 

และอาจมีบางคนตั้งคําถามว่า ในเมื่อไม่ให้กินหมูแล้วพระเจ้าจะสร้างหมูมาทําไม? คืออย่างนี้ครับ พระเจ้าสร้างสิ่งมีชีวิตมาหลากหลายชนิด แต่ไม่ใช่ว่าสัตว์ทุกชนิด จะถูกสร้างมาเพื่อเป็นอาหารสําหรับมนุษย์นะครับ สัตว์บางชนิดเกิดมาเพื่อรักษาความสมดุลของระบบนิเวศน์ สัตว์บางชนิดถูกสร้างมาเพื่อกินสัตว์กินพืช ไม่เช่นนั้นแล้วสัตว์กินพืชก็จะกินใบไม้หมดป่า ซึ่งป่าไม้และพืชนั้นก็ทําหน้าที่ซับน้ำ ผลิตออกซิเจน รักษาชั้นบรรยากาศของโลก และยังเป็นอาหารให้มนุษย์ด้วย ทํานองนี้เป็นต้นครับ  ดังนั้นเราจึงต้องเลือกครับว่าสิ่งใดพระเจ้าอนุญาตให้กิน สิ่งใดพระเจ้าไม่อนุญาตให้กิน ซึ่งในเรื่องของอาหารแล้ว สิ่งใดที่พระเจ้าไม่ได้บัญญัติห้ามสิ่งนั้นถือว่าอนุญาตให้กินได้โดยปริยาย

การเข้าสุนัต กับ การป้องกันโรค

การเข้าสุนัต (คิตาน) ความเป็นมาและผลแห่งการเข้าสุนัตเกี่ยวกับการทำความสะอาดร่างกายที่ต้องตัด ตบแต่ง เพื่อขจัดความสกปรกและเหตุผลทางการแพทย์เกี่ยวหับเรื่องนี้ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อล ฯได้ให้โอวาทไว้ดังนี้….

“ธรรมชาติ 5 สิ่ง (ในกายมนุษย์) ที่ต้องได้รับการตบแต่ง คือ การเข้าสุนัต ขจัดขนในร่มฟ้า ตัดเล็บ และการแต่งหนวดเครา”

การตัดหนัง หุ้มปลายอวัยวะสืบพันธุ์ของชาย ภาษาอาหรับเรียก “คิตาน” ทางการแพทย์เรียกว่า “เซอร์คัมซัสซัน” หมายถึงการศัลยกรรมที่ทำการตัดหนังหุ้มหลวมๆ อยู่ตอนปลายอวัยวะสืบพันธุ์ของชาย หนังนี้ทางการแพทย์เรียกว่า “พรีพิวส์” คนไทยเข้าใจและเรียกว่า เข้าสุนัต, เข้าสุนัต บางทีเรียกว่า เข้าแขก จะนิยมเรียกอย่างไรก็ตามคงหมายถึงการตัดหนังหุ้มปลายอวัยวะสืบพันธุ์ของชายโดยเฉพาะ

การตัดหนังหุ้มปลายอวัยวะสืบพันธุ์ของชายเป็นหลักสากลมีมาแต่บรรพกาลกระทำกันในเผ่าที่เจริญรุ่งเรืองมาแล้วเช่นชาวอียิปต์โบราณ ชาวฮิบรู (ยิว)  ชาวอาหรับ ชาวจีน ชาวแอฟริกัน ชาวแอชเดต ชาวอินเดียที่อยู่ในทวีปอเมริกาและยังมีในชนบทอื่นอีกมาก เท่าที่ค้นจากประวัติศาสตร์ ว่าการเข้าสุนัตนั้นได้มีมาตั้งแต่สมัยท่านนบีอิบรอฮีม ความมุ่งหมายอันสำคัญในเรื่องนี้ เพื่อความสะอาดเป็นสำคัญ

มีผู้เขาใจกันว่า “การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะสืบพันธุ์ของชาย” เป็นเรื่องแสดงออกถึงการพลีกรรมให้แก่พระเจ้าและยังเข้าใจว่า เป็นพิธีกรรมที่แสดงให้เห็นว่าชายหรือหญิงนั้นเจริญเติบโตเป็นหนุ่มสาวเต็มที่แล้ว และเสมือนหนึ่งว่าได้มีการเชื่อมโยงทางสายเลือดระหว่างพระเจ้ากับบุคคลที่นิยมกระทำกัน ความเข้าใจที่กล่าวมาข้างต้น เป็นความเข้าใจที่ผิดพลาด ไม่ตรงกับความประสงค์ของอิสลาม อิสลามสอนให้มุสลิมเข้าสุนัตเพื่อความสะอาดเป็นประการสำคัญ และขจัดสิ่งสกปรกที่จะทำให้เกิดโรค หากจะพูดในแง่พลีกรรมในคำสอนของอิสลามไม่มีบัญญัติให้มนุษย์ทำการพลีกรรมแก่พระเจ้านอกจากเพื่อประโยชน์ของมนุษย์ (เช่น  การเชือดสัตว์เอาเนื้อแจกจ่ายให้กับผู้อ่าน ที่เรียกว่า “กุรฺบาน”) การบูชา การสังเวย และพิธีกรรมต่างๆ มีบัญญัติห้ามกระทำอย่างเด็ดขาด เพราะอิสลามสอนให้มนุษย์ศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว และให้ปฏิบัติตามข้อบัญญัติในคัมภีร์กุรฺอาน และมีท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) นำมาเทศนา

อิสลามสอนให้มนุษย์ทำการภักดีต่อ อัลลอฮฺ   (ซบ.) ด้วยความ สะอาด จิตบริสุทธิ์ การตัดหนังหุ้มปลายอวัยวะสืบพันธุ์ของชายเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความสะอาด หากหนัง หุ้มนั้นยังปกคลุมอยู่ ส่วนวัตถุที่คล้ายเนยแข็งซึ่งขับถ่ายออกมาโดยผิวหนังของบริเวณปลายอวัยวะสืบพันธุ์ที่เรียกว่า “ เสมกม่า ”  ก็จะหมักหมมอยู่ การเข้าสุนัตเป็นการขจัดสิ่งนี้โดยวิธีที่ดีที่สุด

อีกประการหนึ่งเพื่อป้องกันน้ำปัสสาวะค้างอยู่ซึ่งเป็นสิ่งสกปรกมีกลิ่นยากแก่การทำความสะอาด การเข้าสุนัตในด้านการแพทย์ให้ความเห็นว่า สุนัตเป็นมาตรการที่มีความสำคัญในทางสุขวิทยาเป็นอย่างมาก  แพทย์บางท่านเห็นว่าสมัยนี้ในสุขวิทยาเจริญมากว่าแต่ก่อนสมควรให้มีการเข้าสุนัต และแนะนำให้เด็กที่เกิดมาทุกคนได้รับการเข้าสุนัต โดยให้เหตุผลว่า “ในรายที่เด็กมีหนังหุ้มปลายอวัยวะสืบพันธุ์แคบและตึงมากไม่สามารถจะดึงให้หุ้มได้หมด ในรายที่มีหนังหุ้มยาวมากเกินควร จนขังน้ำปัสสาวะซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดโรคขึ้นได้  ถ้าชำระความสะอาดทำได้ไม่สะดวก ในรายที่หนังหุ้มแคบมาก “ ไพโมซิส ” ซึ่งทำให้เจ็บปวดเมื่อแข็งตัว และปัสสาวะลำบากแก้ไขได้โดยการเข้าสุนัต ”

ผู้เชี่ยวชาญทางโรคมะเร็วค้นพบว่าการเป็นโรคมะเร็งของอวัยวะสืบพันธุ์ของชายจะมีอัตราสูงในชายจะมีอัตราสูงในชายที่ไม่ได้รับการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะสืบพันธุ์ และเกี่ยวกับเรื่องนี้แพทย์ยังค้นไม่พบสาเหตุว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ เกี่ยวกับโรคมะเร็งที่อวัยวะสืบพันธุ์ ศจ.นพ.วิโรจน์   สุวรรณสุทธิ์ ให้ข้อสังเกต ไว้ว่า

“ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดอีกข้อหนึ่งคือ ผู้ป่วยคนไทยที่เป็นมะเร็งที่ลึงค์ (อวัยวะสืบพันธุ์) ร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นในผู้ที่หนังหุ้มปลายลึงค์ ออกตั้งแต่อายุ 8 วัน เกือบจะไม่พบมะเร็งที่ลึงค์เลย มะเร็งในปากมดลูกหญิงยิว-มุสลิมก็น้อยด้วย ผู้ที่ปลายลึงค์รูดเข้าหาไม่ได้ ต้องให้แพทย์ตัดหนังนั้นออกเสีย ”

การตัดหนังหุ้มปลายอวัยวะสืบพันธุ์ชายเป็นศัลยกรรมเล็ก และทำได้ง่ายดายมาก แต่ต้องทำด้วยเทคนิคที่ระมัดระวังในเรื่องความสะอาดเป็นพิเศษเพื่อป้องกันโรคแทรก อายุที่จัดว่าเหมาะสมที่สุดในการเข้าสุนัตนั้นคือ ขณะที่อยู่ ในวัยทารกตั้งแต่อายุ 1 ขวบ ถึง 6 ขวบ บางแห่งถือความสมบูรณ์ของเด็กเป็นเกณฑ์

ส่วนพิธีกรรมแห่งการเข้าสุนัตนี้ ไม่พบหลักฐานหรือคำสั่งโดยเฉพาะให้ปฏิบัติ เท่าที่ทราบว่าท่านนบีมุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) ให้เราตบแต่งธรรมชาติ ของมนุษย์ที่อยู่ในร่างกายเพื่อความสะอาดและป้องกันโรคดังที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว การตบแต่งธรรมชาติทั้งห้าประการนี้ ไม่มีพิธีกรรม กิจกรรมใดๆ นอกจากการตัดโกนตามความเหมาะสม เพราะเป็นการกระทำเพื่อสุขภาพ อิสลามไม่ใช่เป็นศาสนาที่มีพิธีการ เป็นระบบ สันติก่อประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัติและสังคม

อ่านต่อที่นี่ อิสลามห้ามกินอะไรบ้าง

Leave a Comment

Your email address will not be published.

You may like