Lifestyle Politics Science Sport Uncategorized

อิสลาม พิธีกรรม ที่ควรรู้

single image

อิสลาม พิธีกรรม

อิสลาม พิธีกรรม – ศาสนพิธี  หมายถึง  ระเบียบแบบแผนหรือแบบอย่างที่ถือปฎิบัติในศาสนา  เมื่อนำมาใช้ในพระพุทธศาสนา จึงหมายถึงระเบียบแบบแผนหรือแบบอย่างที่พึงปฎิบัติในพระพุทธศาสนา ศาสนพิธีต่าง ๆ  ช่วยทำให้ความศรัทธา ต่อพระพุทธศาสนิกชนมีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเป็นสิ่งตอกย้ำใจให้ระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัยได้อย่างดีเยี่ยม  จึงเป็นระเบียบแบบแผนอันดีงามที่ควรรักษาไว้คู่กับพระพุทธศาสนาตลอดไป

ศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาที่ไม่มีนักบวชหรือนักพรต ในการประกอบพิธีกรรม ถือหลักการของศาสนาเป็นธรรมนูญสูงสุดในการดำรงชีวิตหลักปฏิบัติทางศาสนกิจที่สำคัญ ได้แก่ หลักปฏิบัติ ๕ ประการ มีดังนี้

  1. การละหมาด

        การละหมาด เป็นการปฏิบัติศาสนกิจอย่างหนึ่งในศาสนาอิสลาม เพื่อเป็นการภักดีต่ออัลลอฮฺ มุสลิมทุกคนจะต้องละหมาด วันละ 5 เวลา เรียกว่า ละหมาดฟัรฎู   ละหมาด หมายถึง การขอพร ความหมายทางศาสนาหมายถึง การกล่าวและการกระทำ ซึ่งเริ่มต้นด้วยตักบีร และ จบลงด้วยสะลาม การละหมาดเป็นการสร้างเอกภาพอย่างหนึ่งของมุสลิม เมื่อละหมาดมุสลิมทั่วโลก หันหน้าไปทางกิบละฮฺ เพื่อเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ การละหมาด ฝึกฝนให้เป็นคนตรงต่อเวลา มีความอดทน และขัดเกลาจิตใจ ให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่ประพฤติสิ่งหนึ่งสิ่งใดในทางชั่วร้าย

ความสำคัญ

ชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลามทุกคนต้องปฏิบัติศาสนกิจอย่างเคร่งครัดเพราะ การละหมาดเป็นศาสนกิจเพื่อเข้าเฝ้าต่อเบื้องพระพักตร์ของพระผู้เป็นเจ้าอัลลอฮ (ซุบฮาฯ) ด้วยความสงบ สำรวม จึงเป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคนที่จะต้องปฏิบัติเป็นกิจวัตรประจำวัน วันละ ๕ เวลาตลอดไป

  1. การปฏิญาณตน

คำกล่าวที่ว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์เท่านั้น และมุฮัมมัดเป็นบ่าวและศาสนาทูตของอัลลอฮ์” ในการปฏิญาณนี้คือ การยอมรับ ยอมจำนนทุกอย่างที่เกี่ยวกับอิสลาม ทุกอย่างที่มาจากคัมภีร์อัลกุรอานและอัลฮะดิษ คือซุนนะฮ์ที่มาจากท่านนะบี   ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการดำเนินชีวิต ศาสนาอิสลามมีพระเจ้าเพียงองค์เดียว ห้ามสักการะในสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาและห้ามก้มกราบมนุษย์ด้วยกันเอง

  1. การถือศีลอด 

โดยการถือศีลอด เป็นหลักปฏิบัติในศาสนบัญญัติ 1 ใน 5 ประการ (ประกอบไปด้วย 1.นับถือพระเจ้า(อัลลอฮฺ)องค์เดียวและนบีมูฮำหมัดเป็นศาสนฑูตคนสุดท้าย 2.ดำรงละหมาด 3.บริจาคทาน 4.ถือศีลอด 5.บำเพ็ญฮัจย์ที่ นครเมกกะ) ซึ่งชาวมุสลิมจะประพฤติปฏิบัติตน โดยการ…

 – งดอาหาร น้ำ เพื่อจะได้รับรู้ความยากลำบากคนที่ยากไร้ โดยจะเริ่มตั้งแต่แสงพระอาทิตย์ขึ้นแสงพระอาทิตย์เริ่มตกดิน 

– งด ละ เลิก จากสิ่งที่ไม่ดีทั้งหมด 

 – ทำความดี บริจาคทานแก่คนยากจน

 – อ่านคัมภีร์อัลกุรอาน เนื่องจากในเดือนนี้เป็นเดือนศักดิ์สิทธิ์ที่พระเจ้าประทานคัมภีร์อัลกรุอานมาให้แก่มนุษย์ 

  1. การจ่ายซะกาต

ให้จ่ายซะกาตเมื่อถึงเวลาที่วาญิบต้องจ่าย และจ่ายด้วยความพึงพอใจ โดยจ่ายสิ่งที่ดีและมีคุณภาพมากที่สุดจากทรัพย์ที่ต้องจ่าย เป็นสิ่งที่เขารักที่สุด ที่มีความเป็นหะลาลมากที่สุด ทำให้ผู้รับพึงพอใจ

  1. การประกอบพิธีฮัจญ์

พิธีฮัจญ์จะทำในเดือน ซุล-ฮิจยะห์ (เดือนที่ 12 ของปีฮิจเราะห์ศักราช) ของแต่ละปี การกำหนดพิธีฮัจย์นั้น จะใช้การดูเดือน เพื่อกำหนดวันต่างๆ โดยจะดูเดือนกันในวันที่ 29 เดือน ซุลเกี๊ยะดะห์ เพื่อกำหนด วันที่ 1 เดือนซุลฮิจยะห์ และวันที่ 10 เดือนซุลฮิจยะห์ จะเป็นวัน อีดิ้ลอัฎฮา หรือ อีดใหญ่(รายอ)ที่บ้านเรา ผู้ที่ไม่ได้ไปประกอบพิธีฮัจย์จะทำกรุบาน (เชือดสัตว์ และแบ่งปันเนื้อให้กับผู้ยากไร้)

การประกอบพิธีฮัจญ์มี 3 แบบ

1.ตะมัตตัวะอฺ คือผู้ครองอิหฺรอมตั้งเจตนาทำอุมเราะฮฺก่อนการทำฮัจย์ ขณะที่เข้าสู่เทศกาลฮัจญ์แล้ว

2.อิฟร้อด คือผู้ครองอิหฺรอมหลังจากการทำการตอวาฟกุดูมแล้วเขาจะต้องสวมชุดอิหฺรอมจนกระทั้งถึงวันที่ 10 ซุลฮิจญะฮฺหลังจากนั้นจึงทำอุมเราะฮฺ

3.กิรอน คือผู้ครองอิหฺรอมตั้งเจตนาทำอุมเราะฮฺและการทำฮัจย์พร้อมกัน หลังจากการทำอุมเราะฮฺคือตอวาฟและสะแอแล้ว ไม่ต้องโกนศีรษะหรือตัดผม แต่ให้เขาครองอิหฺรอมกระทั้งถึงวันที่ 10 ซุลฮิจญะฮฺ

สถานที่สำคัญที่ใช้ในการประกอบพิธีฮัจย์คือ

     ทุ่งอารอฟะห์, ตำบลมุซดะลิฟะห์, ตำบลมีนา, และอัล-กะบะฮฺ (การตอวาฟรอบกะบะห์นี้ไม่ได้กระทำพร้อมกันในเวลาเดียวกัน)

ตารางเวลาและเส้นทางการทำฮัจย์ (เป็นขั้นตอนหลักที่สำคัญ)

  1. ผู้ทำฮัจญ์แบบตะมัตตัวะอฺ ครองอิหฺรอมเพื่อเจตนาทำฮัจย์ ที่บ้านพักในมักกะฮฺเช้าวันที่ 8
  2. ออกเดินทางจากมักกะฮฺมุ่งสู่มีนา และพักค้างแรมที่นั่น (วันตัรวียะฮฺ วันที่ 8)
  3. ออกเดินทางจากมีนามุ่งสู่อะระฟะฮฺเพื่อทำการวุกูฟ (ออกจากมีนา เช้าวันที่ 9)
  4. หยุดอยู่ที่อะรอฟะฮฺเพื่อทำการวุกูฟ ตั้งแต่เวลาบ่ายจนถึงเวลามัฆริบ (วันอะรอฟะฮฺที่ 9)
  5. ออกจากอะรอฟะฮฺตั้งแต่เวลามัฆริบมุ่งสู่มุซดะลิฟะฮฺ และพักค้างแรมที่นั่น ( คืนวันที่10 )
  6. ออกจากมุซดะลิฟะฮฺ มุ่งสู่มีนา เพื่อขว้างเสาหินหน้าเดียวต้นที่3 ญัมเราะตุ้ลอะกอบะฮฺ (เช้าวันที่10วันอีด)
  7. ตัดผมหรือโกนศีรษะ  เปลื้องชุดอิหฺรอม(อยู่ในชุดอิหรอมเป็นเวลา3วันคือวันที่8-10)
  8. พักแรมที่มีนา และขว้างเสาหินทั้ง 3 ต้นโดยขว้างเรียงกันไป1-3 เป็นเวลา 3 วัน (วันตัชรีก วันที่ 11 – 12 – 13)
  9. ออกเดินทางจากมีนา มุ่งสู่เมืองมักกะฮฺ (ก่อนดวงอาทิตย์ตก)

10.การฏอวาฟบัยตุลลอฮฺ 7 รอบ

11.การเดินสะแอระหว่างภูเขาซอฟาและมัรวะฮฺ 7 เที่ยว

12.การฏอวาฟวิดาอฺ ( ฏอวาฟอำลา คือการเวียนรอบกะบะฮฺเป็นครั้งสุดท้ายก่อนออกจากดินแดนเมืองมักกะฮฺเพื่อจะเดินทางกลับ)

พิธีฮัจย์ตามรุก่นและวาญิบ

– การครองอิหฺรอม คือการตั้งเจตนาเข้าสู่พิธีฮัจย์ (รุก่น)

– การวุกูฟที่ทุ่งอะรอฟะฮฺ เริ่มตั้งแต่ดวงอาทิตย์คล้อยของวันที่ 9 ซุลฮิจญะฮฺ จนกระทั้งดวงอาทิตย์ตก (รุก่น)

 – การโกนศีรษะหรือการตัดผม(รุก่น)

– การฏอวาฟบัยตุลลอฮฺ 7 รอบ (รุก่น)

 – การเดินสะแอระหว่างภูเขาซอฟาและมัรวะฮฺ 7 เที่ยว (รุก่น)

– การค้างแรมที่มุซดะลิฟะฮฺ เริ่มตั้งแต่ดวงอาทิตย์ตกของคืนวันที่ 10 ซุลฮิจญะฮฺ จนกระทั้งเวลาซุบฮฺ (วาญิบ)

– การขว้างเสาหิน 7 ก้อนที่ญัมรอตุลอะเกาะบะฮฺ ที่มีนา เริ่มตั้งแต่ดวงอาทิตย์ขึ้นของวันที่ 10 ซุลฮิจญะฮฺ จนกระทั้งดวงอาทิตย์ตก (วาญิบ)

– การค้างแรมที่มีนา ในค่ำคืนของวันตัชรีก (วาญิบ)

– การขว้างเสาหินทั้ง 3 ต้น ในวันที่ 11 12 13 ซุลฮิจญะฮฺ ต้นละ 7 ก้อน (วาญิบ)

– การฏอวาฟวิดาอฺ (ฏอวาฟอำลา คือการเวียนรอบกะบะฮฺเป็นครั้งสุดท้ายก่อนออกจากดินแดนเมืองมักกะฮฺเพื่อจะเดินทางกลับ) (วาญิบ)

การแต่งงานแบบอิสลามหรือพิธีนิกะห์

ความรู้เรื่องพิธีแต่งงานอิสลามยังมีคนพูดถึงบนโลกอออนไลน์กันน้อย แล้วในปัจจุบันก็มีเจ้าบ่าวหรือเจ้าสาว ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งซึ่งนับถือศาสนาอื่นมาแต่งงานกันคนอิสลามกันเยอะ วันนี้มาเลยอยากจะหยิบยกเรื่องจากขั้นตอนและพิธีแต่งงานอิสลามมาเล่าสู่กันฟังค่ะ

กฎหรือข้อบังคับของพิธีแต่งงานแบบอิสลาม

พิธีแต่งงานแบบอิสลาม จะเรียกว่า นิกะห์ จะเกิดขึ้นได้เมื่อฝ่ายชายและฝ่ายหญิงตกลงปลงใจที่จะแต่งงานกัน โดยมีเงื่อนไขว่า ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ทั้งคู่ต้องเป็นอิสลามทั้งคู่ ซึ่งถ้าหากฝ่ายใดไม่ได้เป็นอิสลาม ต้องทำพิธีเข้ารับอิสลามก่อน ถึงจะทำพิธีนิกะห์ได้ ถ้าไม่ใช่อิสลามทั้งคู่หรือทำพิธีเข้ารับอิสลาม พิธีนิกะห์จะถือว่าเป็นโมฆะ

พิธีเข้ารับอิสลาม

ในการเข้ารับอิสลามนั้น จะต้องมีพยานรู้เห็นในการรับอิสลามอย่างน้อย 2 คน  และปฏิญานตนโดยพูดว่า ” ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ถูกนมัสการกราบไหว้โดยเที่ยงแท้ นอกจากพระเจ้าอัลเลาะห์ องค์เดียวเท่านั้น และมี นบีมูหมัดเป็นพระศาสนฑูตของพระองค์ ” แค่พูดปฏิญานเพียงเท่านี้ โดยที่มีพยานรับรู้ก็ถือว่าคุณเข้ารับอิสลามเรียบร้อยแล้ว และหลังจากนั้นคุณต้องศึกษาถึงข้อห้าม ข้อใช้ต่างๆ ด้วยค่ะ ซึ่งอาจจะไปศึกษากับสถานที่หรือสถาบันที่เปิดสอน เช่น มูลนิธิสันติชน รามคำแหง 53 หรือ สถาบันศูนย์ศึกษาศาสนาอิสลาม บางกอกใหญ่ เป็นต้น โดยที่นั่นจะมีอาจารย์เป็นผู้สอนข้อห้าม และข้อใช้ต่างๆ หลังจากเข้ารับอิสลามเรียบร้อยแล้ว เราก็สามารถเข้าพิธีแต่งงานอิสลามหรือพิธีนิกะห์ได้แล้วค่ะ

 พิธีนิกะห์

การทำพิธีนิกะห์ ไม่จำเป็นต้องมีฤกษ์ คือถือฤกษ์สะดวกค่ะ ซึ่งแตกต่างกับพิธีไทยที่มักจะต้องมีฤกษ์ยามเพื่อเป็นสิริมงคล แต่พิธีนิกะให้ความสำคัญกับพยานและตัวพิธีกรรม พิธีแต่งงานอิสลามจะเริ่มตั้งแต่ 1 วันก่อนวันพิธีหรือเรียกว่าวันสุกดิบ โดยจะมีการจัดเลี้ยงที่บ้านฝ่ายหญิง

การจัดพิธีนิกกะห์มักนิยมจัดบ้านฝ่ายหญิง หรือถ้าไม่สะดวก ในกรุงเทพก็จะมีศูนย์กลางอิสลาม ซึ่งมีพื้นที่ให้เช่าทำพิธีและห้องจัดเลี้ยง (แต่ต้องบอกว่าคิวค่อนข้างแน่นค่ะ ต้องจองล่วงหน้าประมาณ 6 เดือน)

ในการเตรียมพิธีนิกะห์นั้น พิธีก็จะเริ่มจากการแห่ขันหมากของฝ่ายเจ้าบ่าวตามปกติ โดยพิธีต่างๆ แขกต่างศาสนาสามารถเข้าร่วมเป็นพยานในพิธีได้ค่ะ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนศาสนาอิสลามเท่านั้นจึงจะเข้าร่วมได้ พอขบวญขันหมากมาถึงบ้านเจ้าบ่าวก็จะต้องเข้ามาในที่ประชุม โดยที่ประชุมจะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบดังนี้ค่ะ

  1. ตัวแทนทำพิธี จะเป็นอิหม่ามหรืออาจารย์ที่เป็นตัวแทนก็ได้
  2. เจ้าบ่าว
  3. เจ้าสาว
  4. พ่อเจ้าสาว หรือตัวแทนของพ่อเจ้าสาว โดยต้องมีการซักซ้อมบทสนทนาในพิธีร่วมกับเจ้าบ่าว
  5. มีพยานรับรู้ ซึ่งต้องเป็นคนอิสลาม เป็นชายตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และเป็นหญิงตั้งแต่ 4 คนขึ้นไป
  6. นักอ่านกุรอ่านหรืออิสลามที่สามารถอ่านกุลอ่านได้

การแต่งงานแบบอิสลามหรือพิธีนิกะห์

ถ้าหากฝ่ายใดไม่ได้เป็นอิสลาม ต้องทำพิธีเข้ารับอิสลามก่อน ถึงจะทำพิธีนิกะห์ได้

พิธีเข้ารับอิสลาม

ในการเข้ารับอิสลามนั้น จะต้องมีพยานรู้เห็นในการรับอิสลามอย่างน้อย 2 คน  และปฏิญานตนโดยพูดว่า ” ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ถูกนมัสการกราบไหว้โดยเที่ยงแท้ นอกจากพระเจ้าอัลเลาะห์ องค์เดียวเท่านั้น และมี นบีมูหมัดเป็นพระศาสนฑูตของพระองค์ ” 

อ่านบทความต่อที่นี่ อิสลาม ธนาคาร

Leave a Comment

Your email address will not be published.

You may like